การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายสากล

กฎหมายที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันนี้  มิได้มีลักษณะเดียวเหมือนกันหมดทุกประเทศ แต่มีการ   ใช้ตามลักษณะของแต่ละระบบกฎหมายที่ประเทศนั้นเห็นว่าเหมาะสมกับสภาพสังคมของตน   ระบบกฎหมายที่สําคัญมีอยู่  2 ระบบ  ได้แก่ ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร  และระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

การใช้และวิธีคิดของทั้งสองระบบนี้แตกต่างกันดังนั้นประเทศใดเลือกใช้ระบบกฎหมายใด  การใช้และวิธีคิดทางกฎหมายก็ต้องเป็นไปตามลักษณะของระบบกฎหมายที่เลือกนั้นจึงจะเกิดความยุติธรรมกับสังคมของประเทศนั้น   ทั้งนี้เพราะทั้งสองระบบมีวิวัฒนาการของกฎหมายไม่เหมือนกัน จึงสมควรทราบถึงวิวัฒนาการของกฎหมายทั้งสองระบบ

2016-12-02_14-17-39

ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร  ( Civil  Law  System )

ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นระบบกฎหมายที่มีต้นกำเนิดมาจากกฎหมายโรมัน คำว่ากฎหมายโรมัน หมายถึง กฎหมายที่ใช้ในมหาอาณาจักรโรมัน (Roman Empire) ซึ่งประกอบ ด้วยกฎหมายสำคัญได้แก่  กฎหมายสิบสองโต๊ะ   กฎหมายชาวโรมัน (Jus Civile)  กฎหมายชนต่างชาติ      (Jus Gentium)      และตัวบทกฎหมายอื่นของมหาอาณาจักรโรมัน     ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 (Justinian I) นักกฎหมายที่สำคัญในสมัยของพระองค์ได้จัดทำร่างกฎหมายแพ่งขึ้นเป็นประมวลกฎหมาย   โดยยึดถือเอาจารีตประเพณี (Custom) เป็นพื้นฐาน      และนำเอาคำพิพากษา    ความคิดเห็นหรือการตีความกฎหมายของนักปราชญ์กฎหมายและนักนิติศาสตร์      ขึ้นมาบัญญัติเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรอีกด้วย    พระเจ้าจักรพรรดิจัสติเนียนได้ทรงบัญญัติกฎหมายขึ้นในลักษณะประมวลกฎหมายเรียกว่า “กฎหมายจัสติเนียน” (Justinian Law)  อันเป็นประมวลกฎหมายที่เป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศต่างๆ ในภายหลังได้คัดลอกเลียนแบบและนำไปบัญญัติขึ้นเป็นกฎหมายของประเทศตน  โดยเฉพาะประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป    จนทำให้มีการเรียกระบบกฎหมายนี้ว่า “ระบบกฎหมายภาคพื้นยุโรป”

นอกจากนี้มีบางประเทศที่ได้บัญญัติกฎหมายใช้เป็นรูปแบบของ ประมวลกฎหมาย เป็นส่วนใหญ่    คือบัญญัติในลักษณะเป็นการรวบรวมข้อกฎหมายหลายๆ เรื่องเข้าไว้ในเล่มเดียวกัน  จัดลำดับเข้าไว้อย่างเป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่   มีความสัมพันธ์กันทุกเรื่องในกฎหมายเล่มเดียวกัน   จึงเรียกระบบกฎหมายนี้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ ระบบประมวลกฎหมาย” (Code  law) ประเทศที่อยู่ในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ใช้ประมวลกฎหมายเป็นหลักนี้ได้แก่  อิตาลี เยอรมนี  ฝรั่งเศส  สวิสเซอร์แลนด์    และประเทศในทวีปเอเชียที่ได้รับอิทธิพลของระบบกฎหมายนี้เข้ามาในประเทศของตน ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น  และไทย

              กฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นการนำเอากฎหมายในเรื่องต่างๆ มาบัญญัติขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษรวางหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจน  สะดวกแก่ประชาชนในการอ่านข้อความในกฎหมายเพื่อความเข้าใจและปฏิบัติตามได้โดยง่าย   เพราะเป็นหลักเกณฑ์ที่แน่นอนและสามารถอ้างอิงกันในทุกฝ่าย กฎหมายลายลักษณ์อักษรมักจะถูกบัญญัติขึ้นโดยผ่านกระบวนการบัญญัติกฎหมาย หรือกระบวนการนิติบัญญัติ    สำหรับประเทศไทยรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่พิจารณาและให้ความเห็นชอบการจัดทำกฎหมายลายลักษณ์อักษรในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย   นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญยังให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ในการออกกฎหมายเมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการบริหารประเทศหรือเพื่อความมั่นคงของประเทศ ในรูปของพระราชกำหนด   ที่ต้องอาศัยการบังคับใช้อย่างรวดเร็ว   เพื่อผลประโยชน์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน เช่น พระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีอากร เป็นต้น

2016-12-02_14-17-39

 ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร  ( Common  Law  System )

ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณี  มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ  เป็นกฎหมายที่ใช้กันในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา  ตลอดจนประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ     ประเทศอังกฤษมีภูมิประเทศเป็นเกาะหลายเกาะรวมกันและเป็นภูเขาอยู่หลายแห่ง  อาณาเขตของประเทศอังกฤษแต่เดิมประกอบด้วยชนพื้นเมืองหลายเผ่า เช่น เผ่า Anglian

เผ่า Saxon (ในภายหลังได้รวมกันและเรียกตัวเองว่า แองโกลแซกซอน)  ในยุคแรกของแองโกลแซกซอน  ราว ค.ศ. 1066 ผู้มีชัยได้ครอบครองเกาะอังกฤษ คือพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ซึ่งเป็นชาว Norman พระองค์ประกาศริบที่ดินในเกาะอังกฤษทั้งหมดมาเป็นของพระองค์ แล้วจัดแบ่งให้แก่ขุนนางแต่ละคนที่จงรักภักดีตามศักดินา ซึ่งเรียกกันว่า “ระบบ Feudalism” ชนแต่ละเผ่าของอังกฤษในขณะนั้นต่างมีจารีตประเพณีท้องถิ่นเป็นของตนเอง การพิจารณาคดีจึงเริ่มจากระดับท้องถิ่นโดยผู้พิพากษาที่ไปจากศาลหลวง (ศูนย์กลางอยู่ที่กรุง London เรียกว่า Westminster) ถูกจัดส่งหมุนเวียนไปพิจารณาคดีในระดับท้องถิ่น  ศาลหลวงพยายามปรับปรุงกฎหมายให้เป็นกลางที่สุดที่เรียกว่า Common Lawคือใช้บังคับได้ทั่วไป  และเอาจารีตประเพณีในเรื่องต่างๆ มารวมเข้าไว้  เช่น   การถือครองที่ดิน    ทรัสต์    ละเมิด   เป็นต้น  การพิจารณาคดีของผู้พิพากษาจะนำเอาหลักเกณฑ์จากจารีตประเพณีที่ใช้เป็นกฎหมายอยู่แล้วมาปรับแก่คดีที่เกิดขึ้น   ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการปรับแก่ข้อเท็จจริงแล้วตัดสินคดีไปตามที่เห็นว่ายุติธรรม   คำพิพากษาของศาลในระบบ Common Law จึงเป็นบรรทัดฐานแก่ผู้พิพากษาคนต่อๆ มาที่จะใช้เป็นแบบอย่าง และมีคุณค่าเหมือนตัวบทกฎหมาย ทำให้เกิดคำกล่าวที่ว่า “ผู้พิพากษาเป็นผู้สร้างกฎหมาย” (Judge Made Law)

การที่ระบบกฎหมายของประเทศอังกฤษถูกเรียกว่าระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณีนั้น   เพราะกฎหมายที่ใช้เป็นหลักของประเทศ  ไม่มีการบัญญัติข้อกฎหมายในลักษณะกำหนดวางหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนอย่างเช่นในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร    แต่จะกำหนดหลักกฎหมายไว้ในคำพิพากษาของศาลสูงสุดที่ตัดสินคดีไว้เป็นคดีแรก  โดยนำจารีตประเพณีมาเป็นเหตุผลในการตัดสินคดี     ซึ่งจารีตประเพณีของแต่ละท้องถิ่นนั้นเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง   ดังนั้นในการพิจารณาคดีจึงจำเป็นต้องเชิญประชาชนในท้องถิ่นนั้นที่เป็นคนดีเป็นที่เคารพนับถือทั้งท้องถิ่นมาร่วมนั่งพิจารณาคดีในศาลด้วย   โดยพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริง  แล้วตัดสินว่าผู้นั้นกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่     ประชาชนที่ถูกเชิญมานี้เรียกว่า “คณะลูกขุน” (Jury)    ถ้าคณะลูกขุนเห็นว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริง ก็เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะพิจารณาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปแล้วพิพากษาคดี    แต่หากคณะลูกขุนเห็นว่าไม่ผิดก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหานั้นไป   ระบบการพิจารณาคดีของประเทศอังกฤษนี้ต่างกับการพิจารณาคดีของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร   ในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรจะมีผู้พิพากษาเท่านั้นที่เป็นผู้ทำหน้าที่ทั้งพิจารณาและพิพากษาคดี  โดยพิจารณาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย  โดยนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาปรับกับคดีด้วยวิธีการตีความกฎหมาย     จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีคณะลูกขุนมานั่งพิจารณาคดีในส่วนที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเหมือนระบบกฎหมายของประเทศอังกฤษ

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!